วิธีหารายได้เข้าประเทศให้ได้ปีละ 50 ล้านบาท ภาค 11

แชร์

ช่วงหาเงินเข้าประเทศ :

1. สร้างศูนย์สรรพสินค้าไทยครบวงจร ในทุกมหานครทั่วโลก ที่มีลูกค้ากำลังซื้อสูงหลายล้านคน ยอดซื้อคนละ 1 แสนบาทต่อปี ยอดขายมากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี เริ่มจาก มุมไบ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซียะเหมิน ฉางซา เฉิงตู เจิ้งโจว เมืองอู่ฮั่น และเซิ่นเจิ้น

1.1 ศูนย์ขายส่งสินค้าไทยทุกชนิด

1.2 ศูนย์สั่งซื้อสินค้าไทยทุกชนิด

1.3 ศูนย์สั่งผลิตสินค้าไทยทุกชนิด

2. ขอชื่นชม ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะเซลแมนประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลไทยในการเจรจาเพื่อสร้างโอกาสให้กับตลาดการค้าของไทย ที่กรุณาเดินทางมาที่นครมุมไบ ประเทศอินเดีย เพื่อติดตามการเจรจาการค้า และสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างภาคเอกชนไทยและอินเดีย

2.1 ห้างสรรพสินค้า Food Hall มีจำนวนกว่า 2,000 สาขากระจายอยู่ทั่วอินเดีย มีสมาชิก 600 ล้านกว่าคน ถือว่าเป็นร้านขายอาหารที่มีศักยภาพและเติบโตมากแห่งหนึ่งในอินเดีย ยิ่งโดยเฉพาะนครมุมไบ ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงเศรษฐกิจของอินเดียนั้นมียอดขายที่เติบโต กลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อสินค้า

2.2 สำหรับประเทศไทย ถือว่าเป็นสินค้าอาหารที่ได้รับความนิยม และได้รับความไว้วางใจเรื่องคุณภาพมาก ทำให้ราคาของผลไม้ ผักสด และอื่นๆ ที่นำเข้าจากไทยมีราคาแพง แต่ก็ยังเป็นสินค้าขายดีมาก เช่น มังคุด ลำไย และมะพร้าวน้ำหอม เป็นต้น

2.3 ไฮไลต์สำคัญในการเพิ่มมูลค่าสินค้าของ Food Hall คือ การนำระบบปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์มาไว้ในห้าง โดยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผักแต่ละต้นจากการปลูกจริงด้วยระบบดังกล่าว ราคาผักต้นหนึ่งเทียบเป็นเงินบาทไทยจึงสูงถึงต้นละ 125 บาท

2.4 มังคุดไทย ราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท มะพร้าวน้ำหอมจากดำเนินสะดวก ลูกละ 250 บาท เรียกผลิตภัณฑ์ว่า ‘มะพร้าว’ แทนการใช้ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า ‘โคโคนัท’ ทำให้เห็นว่าที่อินเดียหากเอ่ยชื่อ ‘มะพร้าว’ นั่นหมายถึงโคโคนัทที่มีคุณภาพเฉพาะ ซึ่งส่งตรงจากประเทศไทยเท่านั้น

2.5 ตลาดการค้าอินเดียนั้นไม่ยาก เพราะสินค้าจีนราคาถูก แต่คุณภาพต่ำ เหมาะสำหรับคนจน ถ้าไทยส่งสินค้าคุณภาพสูง ราคาแพงไปขายที่มุมไบ คนอินเดียที่มีเงินหลายล้านคนชอบซื้อ ครับ

3. ศูนย์แว่นตาไอซอพติก ต้องการหุ้นส่วน และทีมงานจำนวนมาก เพื่อเปิดสาขาขนาด 1 พันตารางเมตร ที่มุมไบ สนใจติดต่อปรมาจารย์โบบิ โดยตรง

ขนาดประชากรที่มีมากกว่า 1,300 ล้านคน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) 7-8% อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าภายในปี 2563 จีดีพีของอินเดียจะโตในระดับเลข 2 หลัก ประกอบกับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม จึงทำให้มีประชากรที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ 400 ล้านคน เหตุนี้จึงทำให้อินเดียเป็นเป้าหมายสำคัญของบริษัทค้าปลีกทั่วโลก

อดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อดีตผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียมานานจนได้ฉายาว่า “มิสเตอร์อินเดีย” กล่าวว่า ความน่าสนใจของประเทศอินเดียกับธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะค้าปลีกสมัยใหม่ คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากการเข้าสู่สังคมเมืองมากขึ้น โดยในปี 2560 พบว่าอินเดียมีชนชั้นกลาง หรือคนเมืองมากถึง 430 ล้านคน คิดเป็น 33% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และคาดว่าในปี 2593 สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 49% ทำให้เมืองขยายตัวมากขึ้น

“เมื่อเมืองขยาย ศูนย์การค้าก็ย่อมต้องเกิดขึ้นตามมา เพราะวิถีชีวิตของคนเมืองจะเปลี่ยนไป โมเดิร์นเทรดจะเข้าไปถึงมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของธุรกิจอาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็งและอาหารกึ่งสำเร็จรูป แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอินเดียอย่างจำกัด จึงทำให้มองข้ามความน่าสนใจของตลาดอินเดียไป” อดุลย์ กล่าว

ทั้งนี้ ภาพรวมของค้าปลีกทั่วโลกในปี 2560 มีมูลค่ารวม 23.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนเป็นประเทศที่มีมูลค่าค้าปลีกสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย อยู่ที่ 3.13 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนอินเดียเป็นอันดับสอง 1.07 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ 3 ประเทศสมาชิกอาเซียน (ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม) มีมูลค่ารวมเพียง 3 แสนล้านดอลลาร์

“ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงโอกาสของตลาดค้าปลีกอินเดีย แม้ว่าจีนจะมีตลาดที่ใหญ่กว่า แต่ปัจจุบันพบว่าค้าปลีกสมัยใหม่ในอินเดียยังมีอยู่น้อยมากเพียง 8% ขณะที่ค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย) ที่คนอินเดียเรียกว่า‘คิรานา Kirana’ มีมากถึง 92% โดยคาดว่ารัฐบาลพยายามเพิ่มสัดส่วนค้าปลีกสมัยใหม่เป็น 20% ในปี 2563” อดุลย์สะท้อนภาพที่ชัดเจนขึ้น

จะเห็นว่าสัดส่วนร้านค้าดั้งเดิมหรือคิรานาในอินเดียยังมีอยู่มากและเข้มแข็ง แต่ในที่สุดอินเดียจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดจากร้านค้าดั้งเดิมไปสู่อี-คอมเมิร์ซ เพราะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและทำออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งบริษัทเหล่านี้ต้องการหาสินค้าไทยให้เข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มของตัวเอง เพราะสินค้าแบรนด์ไทยเป็นที่ยอมรับของคนอินเดีย ทำให้เป็นประโยชน์ต่อไทย เพราะในอนาคตถ้าพูดถึงตลาดอี-คอมเมิร์ซที่ใหญ่รองจากจีนก็น่าจะเป็นอินเดีย

นอกจากนี้ อินเดียยังมีประชากรอายุเฉลี่ยต่ำที่สุดในโลก ระหว่าง 27-28 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีการจับจ่าย และในช่วงหลายปีก่อน รัฐบาลอินเดียกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกอย่างใกล้ชิด เพราะกังวลว่าค้าปลีกต่างชาติ จะเข้าไปยึดตลาดและทำลายระบบธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่น แต่ปัจจุบันข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เริ่มผ่อนปรนมากขึ้น โดยพยายามเปิดเสรีอนุญาตให้บริษัทค้าปลีกต่างชาติสามารถถือหุ้นในธุรกิจค้าปลีกจาก 51% เป็น 100% และสำหรับธุรกิจค้าปลีกประเภทมัลติแบรนด์ (ห้างสรรพสินค้า) เปิดให้บริษัทต่างชาติถือหุ้นได้ 51%

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียยังมีเงื่อนไขอื่นๆ เพื่อปกป้องธุรกิจภายในประเทศ เช่น ออกกฎระเบียบให้ค้าปลีกต่างชาติที่ถือหุ้นได้ 100% ต้องมีเงินลงทุนอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์ ต้องมีสินค้าท้องถิ่นในร้าน 30% และต้องจ่ายเงินอย่างน้อย 50 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้พื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าและบริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับรายเล็กที่จะเข้าไป แต่หากจะเข้าไปช่วยในเรื่องของกระบวนการแปรรูปอาหาร เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่มีอยู่ในตลาดอินเดียจะเป็นกลายเป็นโอกาสและตลาดขนาดใหญ่ของสินค้าไทย

ช่วงทำมาหารวย : " ทุกคนรวยได้ ถ้ามีความเชื่อ "

ช่วงเกษตรพารวย : ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด ใช้งบน้อย ประหยัดที่ดิน แก้ภัยแล้ง ลดน้ำท่วม

ช่วงขายสินค้าระดับไฮเอนด์ไทย ให้คนมีเงิน 600 ล้านคน ในอินเดียและจีน

1. ส่งเซลไปขายสินค้า

2. เชิญบริษัททัวร์ระดับไฮเอนด์ มาเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยว

3. เชิญผู้จัดจำหน่ายสินค้าระดับไฮเอนด์ มาเยี่ยมชมสินค้าระดับไฮเอนด์ของไทย

ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด : ใช้งบน้อย ประหยัดที่ดิน

วิธีทำ :

1. ขุดสระ

2. เจาะพื้นบ่อเป็นหลุม 3 หลุมให้ลึกถึงชั้นหินอุ้มน้ำ เพื่อให้น้ำไหลลงชั้นหินอุ้มน้ำได้ดี และมีช่องสำหรับถ่ายเทอากาศจากโพรงใต้ดินเมื่อถูกน้ำเข้าไปแทนที่

3. โดยน้ำที่นำมาเก็บนั้นมาจากหลายแหล่งด้วยกัน เช่น น้ำฝน เมื่อน้ำถูกเติมลงชั้นใต้หินอุ้มน้ำปริมาณมากพอ น้ำจะเอ่อล้นมาที่บ่อโดยอัตโนมัติ ซึ่งเกษตรกรสามารถสูบน้ำจากบ่อนี้มาใช้ได้ทันที วิธีนี้จะช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องขุดเจาะหาแหล่งน้ำ หรือสูบน้ำจากแหล่งน้ำไกลๆ ประหยัดพลังงาน แถมช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ปีละหลายล้านบาทเลยทีเดียว
https://lifestyle.campus-star.com/knowledge/123647.html

ประโยชน์ของธนาคารน้ำใต้ดิน

1. ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะช่วยให้น้ำซึมลงใต้ดินได้ดีขึ้น

2. ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง เพราะสามารถสูบน้ำจากธนาคารน้ำใต้ดินใช้ได้ตลอดเวลา

3. แก้ปัญหาน้ำเค็ม เพราะมวลน้ำเค็มจะมีน้ำหนักมากกว่าน้ำจืด ฉะนั้นน้ำเค็มจะอยู่ด้านล่าง

4. แก้ปัญหาน้ำสกปรก เพราะระบบน้ำแบบปิดจะช่วยกรองน้ำให้สะอาดขึ้น

พรรคไทยทวีคูณ มีนโยบายพัฒนาแหล่งน้ำ ให้พี่น้องเกษตรกร มีน้ำใช้อย่างพอเพียงอยู่ตลอดเวลา และป้องกันน้ำท่วมได้ด้วย
ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษา ธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อนำไปต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น ครับ

2. ช่วงทำมาหารวย :

" ทุกคนรวยได้ ถ้ามีความเชื่อ " ครับ
https://www.isoptik.com/th/ultra-progressive/622

ผมเชื่อว่า คนไทยถ้าลองตั้งใจทำอะไรแล้ว เราผลิตสินค้า และให้บริการที่มีคุณภาพสู้ทั้งโลกได้ ผมเชื่อว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก และผมก็ภูมิใจที่ได้พิสูจน์ให้โลกรู้ว่า คนไทยทำแว่นได้ดีที่สุดในโลก ครับ

ผมขอส่งพลังแห่งความเชื่อนี้ ไปถึงทุกท่าน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผมอยากจะให้ลุกขึ้นมามีความฝันจะเป็นผู้ประกอบการระดับโลก อยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทั้งโลกยอมรับ

สิ่งแรกที่ต้องเริ่ม และยึดไว้ในใจเลย คือต้องมีความเชื่อ ถ้าสำหรับคนที่เชื่อพระเจ้าก็จะง่าย เพราะว่าเราจะเชื่อว่า เรามีพระเจ้า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ เราจะกล้าทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ผมแนะนำให้ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระเจ้าผู้สูงสุด และจงเชื่อมั่นในพลังของตนเอง จงเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์แต่ละคนอย่างมีวัตถุประสงค์ และมีศักยภาพ

ดังนั้นเรื่องแรกเลยคือต้องเชื่อมั่นในตัวเองก่อน ต้องเลิกคิดว่าฉันทำไม่ได้ เลิกคิดลบ พยายามคิดบวก ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง และมีความฝัน ถึงแม้ว่าการค้นหาตัวเองให้พบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมแนะนำสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ถ้าอยากจะหาตัวเองให้เจอ แล้วเราไม่รู้ว่าเราชอบทำอะไร อยากทำอะไร หรือเราทำอะไรได้ดี ผมแนะนำให้ทำทุกอย่าง เพื่อให้รู้ว่าอะไรที่เราหลงใหล อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ทำแล้วเราทำออกมาได้ดีกว่าคนอื่น ทำออกมาแล้วดีขึ้นเรื่อยๆ จนลืมวัน ลืมคืน ลืมเวลา เราจะขลุกอยู่กับมันได้ โดยไม่คิดว่ามันเป็นงาน นั่นคือสิ่งที่ เป็นตัวตนที่แท้จริง

ถ้าเกิดเราทำอะไรก็ตาม เราแค่ตั้งใจว่าทำให้ดีขึ้นทุกวันแค่นั้น เวลาอาจจะผ่านไปเป็นปี 10 ปี หรืออาจจะหลายสิบปี เพียงตื่นขึ้นมาเช้าวันหนึ่ง จะพบว่าเรากลายเป็นคนที่ทำได้ดีที่สุดในโลกไปแล้วให้ตั้งเป้าไว้เลยว่าพรุ่งนี้เราต้องทำให้ดีกว่าวันนี้

ทุกคนทำได้ถ้ามีความเชื่อ ต้องเชื่อในตัวเอง ต้องคิดใหญ่ อย่าไปคิดเล็ก แล้วเวลาเราคิด เรามีความฝัน เราอย่าไปฟังคนที่คอยดับฝันเรา ผมขอร้องพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่าดับความฝันของลูก ผมเข้าใจว่าหลายครอบครัว ผมเข้าใจว่าหลายครอบครัวอยากจะให้ลูกมีอาชีพหน้าที่การงานที่ดี แต่ความสุขของลูกคืออะไร คนแต่ละคนจะมีความสุขในชีวิตได้ เขาต้องได้ทำในสิ่งที่เขารัก และชอบ

" ถ้าเชื่อ ก็ทำได้ทุกสิ่ง "

1.1 ราคามือสองจากรัฐบาลญี่ปุ่น 8 ร้อยล้านบาท รุ่น โบอิ้ง 747 VIP

1.2 เคยถูกใช้งานเป็นเครื่องบินราชพาหนะรองรับการเสด็จของพระจักรพรรติอากิฮิโตะ

1.3 เป็นเครื่องบินพาหนะที่เคยรองรับการเดินทางของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมาแล้ว 14 ท่าน

1.4 ที่ผ่านมาเครื่องรุ่น 747 ลำนี้มีชื่อเรียกคล้ายกับเครื่องบินประจำตำแหน่งผู้นำสหรัฐว่า "Japanese Air Force One" เนื่องจากถูกใช้งานทั้งเป็นเครื่องบินสำหรับคณะรัฐมนตรีและพระราชวงศ์ญี่ปุ่น

1.5 โดยเครื่องบินลำนี้ถูกซื้อมาในปี 1991 โดยได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับการเดินทางแบบ VIP สำหรับบุคคลสำคัญ

1.6 สามารถรองรับการเดินทางของผู้โดยสารได้เพียง 85 คนเท่านั้น

1.7 ถูกใช้งานมาแล้วกว่า 16,332 ชั่วโมงบิน

2. สายการผลิตโบอิ้ง 747 จะยังทำงานต่อไป แต่ในช่วงก่อนปี 2020 เครื่องบิน 747 ส่วนใหญ่ที่ถูกสร้าง จะเป็นรูปแบบเครื่องบินขนส่งสินค้า หรือเครื่องบินโดยสารส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐบาล และมหาเศรษฐี

2.1 ในช่วงที่ใกล้ถึงวาระสุดท้ายของการสร้างเครื่องบินขนาดยักษ์นี้มานานกว่า 50 ปี แผนการในช่วง 2 ทศวรรษข้างหน้าของทางโบอิ้งไม่ได้ระบุถึงเครื่องบินรุ่นใดที่มีขนาดใกล้เคียงกับโบอิ้ง 747 เลย หากนับถึงปี 2018 มีการส่งมอบเครื่องบินโบอิ้ง 747 แล้ว 1,500 ลำ

ตัวอย่างการเสนอขายสินค้าและบริการแบบครบวงจร ให้กับผู้ทำธุรกิจอาหาร ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์

1. จัดงานขายสินค้าไทยใน 165 ประเทศ

1.1 เลี้ยงอาหารไทย

1.2 ขายข้าวสาร ข้าวสวยกระป๋อง หม้อหุงข้าว กับข้าวกระป๋อง ผัก ผลไม้ ธัญพืช

2. ขายทัวร์ท่องเที่ยว พ่วงทัวร์สุขภาพ และทัวร์หลังเกษียณ

3. เชิญผู้ทำธุรกิจอาหาร ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ มาอบรมเรื่องการทำธุรกิจกับประเทศไทย โดยเป็นแขกของรัฐบาล สนับสนุนโดยภาคเอกชน

โครงการหารายได้ 50 ล้านบาท

1. โครงการฝึกอาชีพ พร้อมเงินทุนหมุนเวียน 10 ล้านคน สร้างรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท

2. สร้างระบบขายก่อนปลูก สินค้าเกษตร ทั้งสดและแปรรูป ทุกคุณภาพ จนเกษตรกรร่ำรวย จนมีรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท

3. พัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก ให้มีรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท

4. พัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ระดับโลก ให้มีรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท

5. พัฒนาเป็นศูนย์หลังเกษียณโลก ที่คุ้มค่าที่สุด จนทุกคนจากทั่วโลก อยากมาใช้ชีวิตในบั้นปลาย เพื่อสร้างรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท เข้าประเทศ

5.1 จัดโซนนิ่งทั่วประเทศ ตามกลุ่มประเทศ

5.1.1 แต่ละกลุ่มประเทศชอบไม่เหมือนกัน

5.1.2 บางประเทศไม่ถูกกัน

5.1.2.1 จีน ไม่ถูกกับ อินเดีย

5.1.2.2 นอร์เวย์ ไม่ถูกกับ สวีเดน

รวมเป็นรายได้ปีละ 50 ล้านล้านบาท

โครงการสร้างอาชีพ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ :

สร้างหลักสูตรฝึกอาชีพให้คนรากหญ้าแบบฉุกเฉิน พร้อมเงินทุนหมุนเวียน ให้สามารถเพิ่มช่องทางในการประกอบอาชีพที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

1. สำรวจความต้องการสินค้าและบริการของตลาดในแต่ละพื้นที่ แล้วเพิ่มพื้นที่ประกอบอาชีพให้เพียงพอกับขนาดของตลาด ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์

2. เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเรียนในแต่ละพื้นที่ ใครสอบผ่าน รัฐให้สินเชื่อแบบใช้บุคคลค้ำประกัน คนละ 1 ล้านบาท จำนวนตามงบประมาณที่มี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ผ่อนชำระ วันละ 500 บาท

3. วิธีนี้จะช่วยสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกหลายล้านล้านบาท ครับ

วิธีขายพืชผลให้ได้ราคาดี โดยรัฐไม่ต้องใช้เงินภาษีไปรับซื้อในราคาเกินจริง :

1. รัฐตั้งทีมการตลาด ส่งออกไปสำรวจความต้องการซื้อผลิตผลทางการเกษตรอย่างละเอียดใน 165 ประเทศทั่วโลก ว่าต้องการสายพันธุ์ไหน เกรดใด ขนาดเท่าไหร่ จำนวนกี่ตัน ราคาเท่าไหร่ ระดับความสุก แล้วอัพเดทลงฐานข้อมูลกลางทุกเดือน

2. รัฐวิจัยดินทั่วประเทศว่า พื้นที่ไหน เหมาะจะปลูกพืชชนิดไหน อย่างไรบ้าง เพื่อลดต้นทุนการบำรุงดินที่ไม่จำเป็น แล้วบันทึกข้อมูลลงในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ออนไลน์

3. รัฐวิจัยพันธุ์พืช ให้ได้สายพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาดมากที่สุด

4. รัฐให้ทีมนักบัญชีและผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกพืชแต่ละชนิด ที่เก่งที่สุด คำณวนว่าพืชชนิดไหน สามารถทำกำไรสูงสุด ถึงต่ำสุดตามลำดับ เพื่อจัดลำดับคววามสำคัญในการเพาะปลูก ตามคุณภาพและปริมาณ

5. รัฐให้เกษตรกรแต่ละคน ทดลองปลูก แล้วให้นักการตลาด ส่งตัวอย่างผลผลิตออกไปทั่วโลก ให้ผูุ้สนใจสั่งซื้อชิม แล้วเปิดจองทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมอบส่วนลดพิเศษให้ผู้ซื้อที่ชำระเงินทั้งหมดล่วงหน้า ภายใต้เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพ และระยะเวลาการส่งมอบสินค้าที่ชัดเจน

6. รัฐรวบรวมคำสั่งซื้อ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ แล้วให้เกษตรกรมาลงทะเบียน ตามคุณภาพดิน แหล่งน้ำ และพัฒนาความรู้ เพื่อดำเนินการเพาะปลูก ในจำนวนจำกัด ตามโควต้าการสั่งซื้อพืชผลแต่ละชนิด ภายใต้การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด โดยรัฐบาลรับประกันราคารับซื้อในอัตรา 80 % ของราคาในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามจำนวนผลผลิต ที่ได้ลงทะเบียนไว้

7. เมื่อผลผลิตพร้อมส่งมอบ รัฐต้องตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด แล้วส่งออกทั่วโลก โดยเกษตรกรต้องเสียภาษีเงินได้ เพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาเกษตรปลอดสารพิษคุณภาพสูงที่ขายได้ราคาต่อไป

8. หลังเก็บเกี่ยว เกษตรกรต้องบำรุงดิน ให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อเพาะปลูกพืช ตามคำสั่งซื้อต่อไป

กระบวนการเหล่านี้ ใช้งบประมาณน้อยกว่าการทุ่มเงินรับซื้อผลิตผลทางการเกษตร ในราคาสูงกว่าราคาตลาด

เก็บภาษีอย่างไรให้ได้เพิ่มขึ้น 10 เท่า โดยภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เสียภาษีลดลง ด้วยการเปลี่ยนระบบหักลดหย่อนภาษี ให้ต้องใช้ใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างไม่จำกัด

1. เปลี่ยนระบบการหักลดหย่อนภาษีของบุคคลธรรมดา และการหักค่าใช้จ่ายของนิติบุคคล ในแต่ละปีทุกชนิด

1.1 บุคคลธรรมดา : เปลี่ยนจาก เดิมที่ไม่ต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ เป็นต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ

1.1.1 สามารถหักค่าใช้จ่ายได้เต็มทุกรายการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายต้องห้าม แต่ไม่เกินกว่ารายได้ต่อปี ทั้งบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคล

1.2 จะทำให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม พุ่งขึ้นหลายเท่ารัฐ จนมีงบประมาณเพิ่มขึ้นทันที มากกว่า 10 ล้านล้านบาท

1.3 บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล จะซื้อสินค้าและบริการ ที่มีใบกำกับภาษีมากขึ้นหลาย 10 เท่า เพื่อนำไปหักเป็นค่าใช้จ่าย สำหรับลดภาษีเงินได้

1.4 ผู้ประกอบการที่สามารถออกใบกำกับภาษีได้ จะมียอดขายเพิ่มขึ้นทันทีหลายเท่า

1.5 ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถออกใบกำกับภาษีได้ จะยอมเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเพิ่มยอดขาย

1.6 บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล จะใช้จ่ายแบบมีใบกำกับภาษีเพิ่มขึ้นทันที เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายต้องห้ามอีกต่อไป สามารถหักค่าใช้จ่ายได้เต็มทุกรายการ ตามรายได้จริง

1.7 บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ที่เคยเลี่ยงภาษี ด้วยการกระจายรายได้ในชื่ออื่น จะเปลี่ยนมาแจ้งรายได้ตามจริง แล้วใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายที่มีใบกำกับภาษีแทน

2. รัฐจะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม วงเงินกู้ตามยอดภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำส่งในแต่ละปี เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในธุรกิจ เฉพาะสำหรับผู้ประกอบการและลูกจ้าง ที่ยื่นเสียภาษีตามรายได้จริง โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ดังต่อไปนี้

2.1 มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี

2.2 แบบนิติบุคคล ค้ำประกัน : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี

2.3 แบบกลุ่มบุคคลค้ำประกัน : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี

2.4 แบบบุคคลค้ำประกัน : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี

3. บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลรายได้สูงมาก ที่เคยเลี่ยงภาษีด้วยการกระจายเงินได้ในชื่อบุคคลอื่น หรือนิติบุคคลอำพราง จะหันมายื่นเสียภาษีตามรายได้จริง โดยใช้วิธีหักลดหย่อนภาษี ด้วยใบกำกับภาษีซื้อแทน ทำให้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้อีกหลาย 10 เท่า

แผนเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา คิดไว้นานแล้ว กำลังเรียบเรียง แล้วจะทยอยลงให้อ่านกัน เชิญแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ครับ

" ถ้าเชื่อ ก็ทำได้ทุกสิ่ง " ครับ