แผนหารายได้เข้าประเทศไทย 40 ล้านล้านบาท เสนอรัฐบาล โดยโบบิ ฉบับที่ 4

แชร์
" รวยทั่วหน้า อย่างไม่จำกัด"

1. ทุกสาขาวิชาชีพ ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมกับคณะรัฐบาล และข้าราชการระดับสูง เพื่อระดมความคิดเห็นในการพัฒนาประเทศ

2. น้องธนาธร : รถไฟรางคู่ + มอเตอร์เวย์ + สนามบิน ทุกจังหวัด เชื่อมจีน อินเดีย สิงคโปร์ และประเทศเพื่อนบ้าน vs ไฮเปอร์ลูป

พัฒนาการทำมาหารวยของคนไทย ในทุกระดับชั้นเบื้องต้น เพื่อค้าขายกับ คนรวย 34 ล้านคน คนฐานะปานกลาง 500 ล้านคน คนพอมีเงินอีก 2.6 พันล้านคน = คน 3,134 ล้านคนทั่วโลก

3. พัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ระดับโลก ให้มีรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท

4. พัฒนาเป็นศูนย์หลังเกษียณโลก ที่คุ้มค่าที่สุด จนทุกคนจากทั่วโลก อยากมาใช้ชีวิตในบั้นปลาย เพื่อสร้างรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท เข้าประเทศ

รวม 40 ล้านล้านบาท

ขอเสนอให้กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยโครงการขนาดใหญ่ โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน เพื่อให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตร ขนส่ง ศูนย์หลังเกษียณ ศูนย์การแพทย์ ศูนย์อาหาร และท่องเที่ยวในระดับโลก :

1. สร้างรถไฟรางคู่ ขนาดรางกว้าง 1.435 เมตร ความเร็ว 180 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เชื่อมทุกจังหวัดกับ จีน พม่า อินเดีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์
พร้อมมอเตอร์เวย์ สนามบิน และเครือข่ายระบบขนส่งสาธารณะ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อการเดินทาง ส่งออกสินค้าจากทุกจังหวัด ไปต่างประเทศ ได้โดยสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าขนส่ง

2. ขุดคอคอดกระ หรือคลองไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพทั้งทางเศรษฐกิจ และทางการทหาร ให้กับประเทศไทยอย่างก้าวกระโดด

นโยบายพัฒนาการศึกษาแบบทวีคูณ

1. สร้างระบบซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง เป็นศูนย์รวมความรู้รอบด้าน โดยจัดเก็บหนังสือที่มีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยทุกเล่ม รวมถึงงานวิจัย วิทยานิพนธ์ของทุกสถาบันการศึกษา ในรูปแบบ PDF ให้อ่านและดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อให้คนไทยทุกคน สามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน
โครงการนี้แม้ต้องใช้เงินลงทุนหนึ่งแสนล้านบาท แต่สามารถเพิ่มศักยภาพในด้านการผลิตและบริการให้กับคนไทยทั้งประเทศได้อย่างก้าวกระโดด เพิ่มจีดีพีได้อีกปีละหลายล้านล้านบาทครับ
จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุดโครงการหนึ่ง

2. บันทึกวีดีโอการสอนทุกวิชา ของอาจารย์ชั้นนำ ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับปริญญาโท แล้วเผยแพร่ออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ตใยแก้วนำแสงความเร็วสูง ให้นักเรียน นักศึกษา ทุกคนสามารถรับชมได้ฟรี มีการอัพเดททุกวัน

3. ปัญหาการศึกษาเมืองไทยคือ ขาดครูที่สอนหนังสือรู้เรื่อง ครูที่สอนเก่งๆ เขาไปสอนพิเศษหาเงินกันหมด เราได้ยินบ่อยๆ ว่าขาดแคลนครู หาครูที่เก่งๆ มาสอนไม่ได้ แต่เรามีครูสอนพิเศษเก่งๆ หลายท่านใน กทม. ที่เวลาปิดเทอมนักเรียนต่างจังหวัดต้องแห่เข้ามาเรียนถึงกรุงเทพ
จึงขอเสนอให้ทางรัฐบาล ใช้งบประมาณอีกปีละหนึ่งพันล้านบาท จ้างครูสอนพิเศษที่สอนเก่งๆ หรือครูในโรงเรียนดังๆ ที่สอนเก่งๆ มาอัดวีดีโอความคมชัดสูง สอนแต่ละวิชา ในทุกระดับชั้น แล้วอัพโหลดไว้บนคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสุดให้นักเรียน นักศึกษา ครู และประชาชนทั่วประเทศ สามารถดูและดาวน์โหลดบันทึกเก็บไว้ได้ตลอดเวลา

4. ซื้อจอขนาดใหญ่ ตั้งไว้ในห้องเรียนแต่ละห้องแทนค่าจ้างครูที่ไม่ได้คุณภาพ ส่งบทเรียนผ่านทางเครือข่ายไปให้นักเรียนเรียนตามตารางเรียนของแต่ละห้อง ไม่ว่าจะอยู่ชายแดน หรือกทม. เรียนพร้อมกันหมด จากครูที่เก่งที่สุดของประเทศเหมือนกันหมด โรงเรียนแต่ละโรงเรียน ก็ไม่ต้องจ้างครูแต่ละวิชามาสอน จ้างแค่ครูประจำชั้นมานั่งคุม และคอยอบรมความประพฤติ ศึลธรรมของเด็ก และครูในวิชาที่จำเป็น เช่นพละ ดนตรีฯลฯ จะได้ไม่มีปัญหาขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ

5. ยกตัวอย่างครูคุณภาพสูงให้ดูนะครับ เช่น ครูอุ๊ที่สอนเคมีเด็กนักเรียน ม.ปลายในคลิปนี้

เด็กนักเรียนที่มาเรียนบอกเหมือนกันหมดว่า สอนแล้วเข้าใจกว่าครูที่โรงเรียน
ครูอุ๊เป็นครูโรงเรียนสามเสน สอนเคมีมาหลายสิบปี ลาออกมาสอนพิเศษ
ทำไมเมืองไทยไม่ให้เด็กนักเรียนเรียนเคมีกับครูอุ๊ หรือที่สอนเก่งกว่าครูอุ๊ให้เหมือนกันหมดทั้งประเทศ

6. ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องไปเหนื่อยพัฒนาครูสอนเคมีเป็นพันๆ คน ซึ่งได้ครูที่สอนเคมีแล้วรู้เรื่องไม่ถึง 50 คน
ปัจจุบันพวกโรงเรียนสอนพิเศษเขาไปไกลแล้ว เขานั่งสอนสดอยู่ที่สาขาใหญ่สาขาเดียว แล้วถ่ายทอดไปให้นักเรียนสาขาอื่นดูหลังจากนั้น 1 วัน สอนกันทีนึงเป็นสิบๆ สาขาเลย แต่ละปีเขาก็มีอัพเดทเนื้อหาเปลี่ยนแปลงทุกปีให้ทันสมัย ทำไมโรงเรียนกทม. หรือโรงเรียนรัฐบาลไม่เอาวิธีนี้ไปใช้ อาจลองเอาไปให้โรงเรียนใน กทม. ทำดูก่อน แล้วค่อยขยายไปโรงเรียนสังกัดสพฐ และโรงเรียนประชาบาลห่างไกลครับ

ขอบคุณ คุณสุพจน์ ธิติประเสริฐ เพื่อนร่วมรุ่น โรงเรียนบูรณะรำลึกตรัง สำหรับไอเดียนะครับ

การเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกคน ได้มีส่วนร่วมในการทำงานด้านการเมือง และพัฒนาการทำมาหากินอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมลดการถอนทุนของพรรคการเมือง :

1. การตั้งพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ให้ชนะเลือกตั้ง ต่อให้มีนโยบายดี เต็มไปด้วยคนเก่ง ก็ต้องใช้เงินอย่างน้อยหลายร้อยล้านบาท ถ้ารัฐไม่ให้เงินสนับสนุนผู้สมัครรายย่อยอย่างเพียงพอ
ก็ต้องใช้เงินจากกลุ่มทุน แล้วเมื่อไหร่ประชาธิปไตยไทย จะหลุดพ้นจากวงจรทุนนิยมการเมืองผูกขาด ครับ

2. การดีเบต ผู้สมัครทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ จะช่วยให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน ได้รับข้อมูลว่าใครจะทำอะไรให้แต่ละท้องถิ่นได้บ้าง ช่วยให้ตัดสินใจง่าย ว่าจะเลือกใคร

3. รัฐควรเป็นผู้จัดหารถหาเสียง โซเชี่ยล และสื่อ ให้ทุกพรรค อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบกันมากเกินไป

4. ถ้ารัฐไม่สามารถจำกัดทรัพยากรในการเข้าถึงผู้ลงคะแนนอย่างเท่าเทียมกัน กลุ่มทุนนิยมเลือกตั้งผูกขาดไม่กี่ราย ย่อมชนะเลือกตั้งเสมอ จะมีกี่พื้นที่เลือกตั้ง 10 สมัยที่ผ่านมา ทุ่มเงินเป็นมหาศาล แต่นายทุนใจบุญมาก ไม่เคยคิดจะถอนทุนคืนเลยครับ

อำนาจยุบสภา ต้องเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

1. สงครามแย่งชิงอำนาจบริหารงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรของชาติ มูลค่าปีละมากกว่า 10 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ที่ผ่านมา สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการและลูกจ้าง ที่ทำมาหากินอาชีพสุจริตทั่วประเทศ จำนวนหลายสิบล้านคน จนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ โดยมีเพียงกลุ่มผลประโยชน์เพียงไม่กี่คน ที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมือง จากความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าคนตาย คนเจ็บ จากความวุ่นวายทางการเมืองจะเป็นใคร อยู่ฝ่ายไหนก็ตาม พวกเขาล้วนตกเป็นเหยื่อของเกมส์แห่งผลประโยชน์ แย่งชิงอำนาจบริหารประเทศ
เกมส์ที่ผู้บงการทั้งสองฝ่ายและครอบครัว ต่างไม่มีใครเคยได้รับบาดเจ็บแม้แผลถลอก ขณะที่ใช้สื่อครอบงำ ชี้นำ สร้างความเกลียดชัง หลอกใช้ผู้บริสุทธิ์ ออกไปตายนับร้อย เจ็บหลายพัน พิการอีกมาก เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

2. ถึงเวลาแล้วครับ ที่ประชาชนจะสั่งสอนนักแย่งชิงอำนาจบริหารเห็นแก่ได้เหล่านี้ ที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าเพื่อประชาชน ด้วยการรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มีอำนาจเหนือรัฐบาล ด้วยการให้อำนาจยุบสภา เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ผ่านการลงประชามติปีละครั้ง ว่าเห็นชอบให้รัฐบาลบริหารประเทศต่ออีก 1 ปี หรือยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ดีกว่าการล้มล้างรัฐบาลกันด้วยการชุมนุมทางการเมืองแบบอนาธิปไตยอย่างผิดกฏหมาย หรือใช้อำนาจนอกระบบเหมือนที่ผ่านมา

2.1 ลงประชามติปีละครั้ง ดีกว่าการทำรัฐประหาร หรือชุมนุมกดดันแบบอนาธิปไตยในย่านเศรษฐกิจ ที่ทำลายเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ให้ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก กันปีละหลายหนครับ
เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย บ้านเมืองลุกเป็นไฟ วายวอดหลายล้านล้านบาท ตายนับร้อย เจ็บหลายพัน
คนทั้งชาติเกลียดชังกัน
อย่ามัวแต่ประหยัดค่าลงประชามติอีกเลยครับ

2.2 การแก้กฎหมาย ให้อำนาจยุบสภาอยู่ในมือประชาชน เป็นการคานอำนาจนายกรัฐมนตรี
ป้องกันระบอบการปกครองแบบเผด็จการรัฐสภา
ป้องปรามมิให้นักการเมืองที่รวมเสียงข้างมากจนจัดตั้งรัฐบาลได้ ทำตามอำเภอใจโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ครับ

่2.3 ต่อให้ต้องลงประชามติกันสิบหน เสียเวลาสิบปี ใช้งบประมาณมากก็ต้องทำ
ดีกว่าปล่อยให้เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจบริหารงบประมาณและทรัพยากรของชาติแบบอนาธิปไตย
ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เสียภาษีปีละหลายล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาครับ

3. อำนาจยุบสภาฯ ควรเป็นของประชาชน ใช้โดยประชาชน ใช้เพื่อประชาชน
เพื่อคานอำนาจบริการ อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ
นักการเมืองที่กุมอำนาจบริหาร จะถูกควบคุมการทำงานโดยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างน้อยปีละครั้ง ไม่ใช่สี่ปีครั้งแบบเดิม
ทำให้นักการเมือง ถูกบังคับให้ต้องยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น อย่างน้อย 4 เท่า ครับ

" ถ้าเชื่อ ก็ทำได้ทุกสิ่ง "
( You will when you believe )

โบบิ : ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยทวีคูณ

โทร : 081-538-4200

ไอดีไลน์ : masterbobi

งานอดิเรก : www.thaibetter.com

อาชีพ : www.isoptik.com