แนวคิดการพัฒนาประเทศไทยแบบทวีคูณ และยั่งยืนเบื้องต้น ของโบบิ ฉบับที่ 2

แชร์

โครงการสร้างอาชีพ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ :

สร้างหลักสูตรฝึกอาชีพให้คนรากหญ้าแบบฉุกเฉิน พร้อมเงินทุนหมุนเวียน ให้สามารถเพิ่มช่องทางในการประกอบอาชีพที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

1. สำรวจความต้องการสินค้าและบริการของตลาดในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ แล้วเพิ่มพื้นที่ประกอบอาชีพให้เพียงพอกับขนาดของตลาด ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์

2. เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนฝึกอาชีพ
ในแต่ละพื้นที่ ใครสอบผ่าน รัฐให้สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ พร้อมเงินทุนหมุนเวียน
ผ่อนชำระวันละ 500 บาท

2.1 สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี

2.2 แบบกลุ่มบุคคลค้ำประกัน : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

2.3 แบบบุคคลค้ำประกัน : อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 3 ปี

3. วิธีนี้จะช่วยสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกหลายล้านล้านบาท ครับ

เสนอแผนหารายได้เข้าประเทศไทย
" รวยทั่วหน้า อย่างไม่จำกัด "

พัฒนาการทำมาหารวยของคนไทย ในทุกระดับชั้นเบื้องต้น เพื่อค้าขายกับ คนรวย 34 ล้านคน คนฐานะปานกลาง 500 ล้านคน คนพอมีเงินอีก 2.6 พันล้านคน = คน 3,134 ล้านคนทั่วโลก

1. ขายสินค้าด้านการเกษตร ทั้งสดและแปรรูป ทุกคุณภาพ จนเกษตรกรร่ำรวย จนมีรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท

1.1 ตั้งทีมการตลาด ส่งออกไปสำรวจความต้องการซื้อผลิตผลทางการเกษตรอย่างละเอียดใน 165 ประเทศทั่วโลก ว่าต้องการสายพันธุ์ไหน เกรดใด ขนาดเท่าไหร่ จำนวนกี่ตัน ราคาเท่าไหร่ ระดับความสุก แล้วอัพเดทลงฐานข้อมูลกลางทุกเดือน

1.2 วิจัยดินทั่วประเทศว่า พื้นที่ไหน เหมาะจะปลูกพืชชนิดไหน อย่างไรบ้าง เพื่อลดต้นทุนการบำรุงดินที่ไม่จำเป็น แล้วบันทึกข้อมูลลงในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ออนไลน์

1.3 วิจัยพันธุ์พืช ให้ได้สายพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาดมากที่สุด

1.4 ให้ทีมนักบัญชีและผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกพืชแต่ละชนิด ที่เก่งที่สุด คำณวนว่าพืชชนิดไหน สามารถทำกำไรสูงสุด ถึงต่ำสุดตามลำดับ เพื่อจัดลำดับคววามสำคัญในการเพาะปลูก ตามคุณภาพและปริมาณ

1.5 ทดลองปลูก แล้วให้นักการตลาด ส่งตัวอย่างผลผลิตออกไปทั่วโลก ให้ผูุ้สนใจสั่งซื้อชิม แล้วเปิดจองทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมอบส่วนลดพิเศษให้ผู้ซื้อที่ชำระเงินทั้งหมดล่วงหน้า ภายใต้เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพ และระยะเวลาการส่งมอบสินค้าที่ชัดเจน

1.6 รวบรวมคำสั่งซื้อ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ แล้วให้เกษตรกรมาลงทะเบียน ตามคุณภาพดิน แหล่งน้ำ และพัฒนาความรู้ เพื่อดำเนินการเพาะปลูก ในจำนวนจำกัด ตามโควต้าการสั่งซื้อพืชผลแต่ละชนิด ภายใต้การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด โดยรัฐบาลรับประกันราคารับซื้อในอัตรา 80 % ของราคาในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามจำนวนผลผลิต ที่ได้ลงทะเบียนไว้

1.7 เมื่อผลผลิตพร้อมส่งมอบ ต้องตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด แล้วส่งออกทั่วโลก โดยเกษตรกรต้องเสียภาษีเงินได้ เพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาเกษตรปลอดสารพิษคุณภาพสูงที่ขายได้ราคาต่อไป

1.8 หลังเก็บเกี่ยว เกษตรกรต้องบำรุงดิน ให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อเพาะปลูกพืช ตามคำสั่งซื้อต่อไป

1.9 เชิญพี่น้องเกษตร ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมด้วยครับ

2. พัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก ให้มีรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท

2.1 ฝึกคนไทยในแหล่งท่องเที่ยวทุกคน ให้พูดภาษาอังกฤษและภาษาจีนได้

2.2 พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติมทั่วประเทศ

2.3 เชิญนักธุรกิจทัวร์จาก 165 ประเทศทั่วโลกมาสำรวจแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย เพื่อนำนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศ มาเที่ยวในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยตามงบประมาณของแต่ละคน

3. พัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ระดับโลก ให้มีรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท

4. พัฒนาเป็นศูนย์หลังเกษียณโลก ที่คุ้มค่าที่สุด จนทุกคนจากทั่วโลก อยากมาใช้ชีวิตในบั้นปลาย เพื่อสร้างรายได้ปีละ 10 ล้านล้านบาท เข้าประเทศ

รวม 40 ล้านล้านบาท


ขอเสนอให้กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยโครงการขนาดใหญ่ โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน เพื่อให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตร ขนส่ง ศูนย์หลังเกษียณ ศูนย์การแพทย์ ศูนย์อาหาร และท่องเที่ยวในระดับโลก :

1. สร้างรถไฟรางคู่ ขนาดรางกว้าง 1.435 เมตร ความเร็ว 180 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เชื่อมทุกจังหวัดกับ จีน พม่า อินเดีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์
พร้อมมอเตอร์เวย์ สนามบิน และเครือข่ายระบบขนส่งสาธารณะ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อการเดินทาง ส่งออกสินค้าจากทุกจังหวัด ไปต่างประเทศ ได้โดยสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าขนส่ง

2. ขุดคอคอดกระ หรือคลองไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพทั้งทางเศรษฐกิจ และทางการทหาร ให้กับประเทศไทยอย่างก้าวกระโดด

นโยบายพัฒนาการศึกษาแบบทวีคูณ

1. สร้างระบบซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง เป็นศูนย์รวมความรู้รอบด้าน โดยจัดเก็บหนังสือที่มีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยทุกเล่ม รวมถึงงานวิจัย วิทยานิพนธ์ของทุกสถาบันการศึกษา ในรูปแบบ PDF ให้อ่านและดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อให้คนไทยทุกคน สามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน
โครงการนี้แม้ต้องใช้เงินลงทุนหนึ่งแสนล้านบาท แต่สามารถเพิ่มศักยภาพในด้านการผลิตและบริการให้กับคนไทยทั้งประเทศได้อย่างก้าวกระโดด เพิ่มจีดีพีได้อีกปีละหลายล้านล้านบาทครับ
จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุดโครงการหนึ่ง

2. บันทึกวีดีโอการสอนทุกวิชา ของอาจารย์ชั้นนำ ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับปริญญาโท แล้วเผยแพร่ออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ตใยแก้วนำแสงความเร็วสูง ให้นักเรียน นักศึกษา ทุกคนสามารถรับชมได้ฟรี มีการอัพเดททุกวัน

3. ปัญหาการศึกษาเมืองไทยคือ ขาดครูที่สอนหนังสือรู้เรื่อง ครูที่สอนเก่งๆ เขาไปสอนพิเศษหาเงินกันหมด เราได้ยินบ่อยๆ ว่าขาดแคลนครู หาครูที่เก่งๆ มาสอนไม่ได้ แต่เรามีครูสอนพิเศษเก่งๆ หลายท่านใน กทม. ที่เวลาปิดเทอมนักเรียนต่างจังหวัดต้องแห่เข้ามาเรียนถึงกรุงเทพ
จึงขอเสนอให้ทางรัฐบาล ใช้งบประมาณอีกปีละหนึ่งพันล้านบาท จ้างครูสอนพิเศษที่สอนเก่งๆ หรือครูในโรงเรียนดังๆ ที่สอนเก่งๆ มาอัดวีดีโอความคมชัดสูง สอนแต่ละวิชา ในทุกระดับชั้น แล้วอัพโหลดไว้บนคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสุดให้นักเรียน นักศึกษา ครู และประชาชนทั่วประเทศ สามารถดูและดาวน์โหลดบันทึกเก็บไว้ได้ตลอดเวลา

4. ซื้อจอขนาดใหญ่ ตั้งไว้ในห้องเรียนแต่ละห้องแทนค่าจ้างครูที่ไม่ได้คุณภาพ ส่งบทเรียนผ่านทางเครือข่ายไปให้นักเรียนเรียนตามตารางเรียนของแต่ละห้อง ไม่ว่าจะอยู่ชายแดน หรือกทม. เรียนพร้อมกันหมด จากครูที่เก่งที่สุดของประเทศเหมือนกันหมด โรงเรียนแต่ละโรงเรียน ก็ไม่ต้องจ้างครูแต่ละวิชามาสอน จ้างแค่ครูประจำชั้นมานั่งคุม และคอยอบรมความประพฤติ ศึลธรรมของเด็ก และครูในวิชาที่จำเป็น เช่นพละ ดนตรีฯลฯ จะได้ไม่มีปัญหาขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ

5. ยกตัวอย่างครูคุณภาพสูงให้ดูนะครับ เช่น ครูอุ๊ที่สอนเคมีเด็กนักเรียน ม.ปลายในคลิปนี้
http://www.youtube.com/watch?v=J4dRRx_SbXY

เด็กนักเรียนที่มาเรียนบอกเหมือนกันหมดว่า สอนแล้วเข้าใจกว่าครูที่โรงเรียน
ครูอุ๊เป็นครูโรงเรียนสามเสน สอนเคมีมาหลายสิบปี ลาออกมาสอนพิเศษ
ทำไมเมืองไทยไม่ให้เด็กนักเรียนเรียนเคมีกับครูอุ๊ หรือที่สอนเก่งกว่าครูอุ๊ให้เหมือนกันหมดทั้งประเทศ

6. ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องไปเหนื่อยพัฒนาครูสอนเคมีเป็นพันๆ คน ซึ่งได้ครูที่สอนเคมีแล้วรู้เรื่องไม่ถึง 50 คน
ปัจจุบันพวกโรงเรียนสอนพิเศษเขาไปไกลแล้ว เขานั่งสอนสดอยู่ที่สาขาใหญ่สาขาเดียว แล้วถ่ายทอดไปให้นักเรียนสาขาอื่นดูหลังจากนั้น 1 วัน สอนกันทีนึงเป็นสิบๆ สาขาเลย แต่ละปีเขาก็มีอัพเดทเนื้อหาเปลี่ยนแปลงทุกปีให้ทันสมัย ทำไมโรงเรียนกทม. หรือโรงเรียนรัฐบาลไม่เอาวิธีนี้ไปใช้ อาจลองเอาไปให้โรงเรียนใน กทม. ทำดูก่อน แล้วค่อยขยายไปโรงเรียนสังกัดสพฐ และโรงเรียนประชาบาลห่างไกลครับ

ขอบคุณ คุณสุพจน์ ธิติประเสริฐ เพื่อนร่วมรุ่น โรงเรียนบูรณะรำลึกตรัง สำหรับไอเดียนะครับ


การเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกคน ได้มีส่วนร่วมในการทำงานด้านการเมือง และพัฒนาการทำมาหากินอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมลดการถอนทุนของพรรคการเมือง :

1. การตั้งพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ให้ชนะเลือกตั้ง ต่อให้มีนโยบายดี เต็มไปด้วยคนเก่ง ก็ต้องใช้เงินอย่างน้อยหลายร้อยล้านบาท ถ้ารัฐไม่ให้เงินสนับสนุนผู้สมัครรายย่อยอย่างเพียงพอ
ก็ต้องใช้เงินจากกลุ่มทุน แล้วเมื่อไหร่ประชาธิปไตยไทย จะหลุดพ้นจากวงจรทุนนิยมการเมืองผูกขาด ครับ

2. การดีเบต ผู้สมัครทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ จะช่วยให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน ได้รับข้อมูลว่าใครจะทำอะไรให้แต่ละท้องถิ่นได้บ้าง ช่วยให้ตัดสินใจง่าย ว่าจะเลือกใคร

3. รัฐควรเป็นผู้จัดหารถหาเสียง โซเชี่ยล และสื่อ ให้ทุกพรรค อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบกันมากเกินไป

4. ถ้ารัฐไม่สามารถจำกัดทรัพยากรในการเข้าถึงผู้ลงคะแนนอย่างเท่าเทียมกัน กลุ่มทุนนิยมเลือกตั้งผูกขาดไม่กี่ราย ย่อมชนะเลือกตั้งเสมอ จะมีกี่พื้นที่เลือกตั้ง 10 สมัยที่ผ่านมา ทุ่มเงินเป็นมหาศาล แต่นายทุนใจบุญมาก ไม่เคยคิดจะถอนทุนคืนเลยครับ

ขอเสนอให้ออกกฎหมายป้องกันการเลี่ยงภาษี และคอรับชั่น ทุกชนิด ทุกเวลา ดังนี้

1. ให้รางวัลนำจับแก่ผู้มอบหลักฐาน 10 % ของวงเงินที่ทุจริต ตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน

2. คนไทยทุกคน ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินทุกปี ใครสำแดงเท็จ ยึดทรัพย์ เพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ หรือเลี่ยงภาษี

4. เงินที่ได้จากการยึดทรัพย์ ครึ่งนึ่งใช้พัฒนาท้องถิ่น เป็นกองทุนทำมาหารวย และเป็นสวัสดิการแก่ผู้ยากไร้ ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเด็ดขาด แน่นอน เป็นธรรม

ถ้าทำได้ ก็แก้โกงได้อย่างเด็ดขาด แต่คนไทยทุกคนต้องเสียสละ


อำนาจยุบสภา ต้องเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

1. สงครามแย่งชิงอำนาจบริหารงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรของชาติ มูลค่าปีละมากกว่า 10 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ที่ผ่านมา สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการและลูกจ้าง ที่ทำมาหากินอาชีพสุจริตทั่วประเทศ จำนวนหลายสิบล้านคน จนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ โดยมีเพียงกลุ่มผลประโยชน์เพียงไม่กี่คน ที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมือง จากความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าคนตาย คนเจ็บ จากความวุ่นวายทางการเมืองจะเป็นใคร อยู่ฝ่ายไหนก็ตาม พวกเขาล้วนตกเป็นเหยื่อของเกมส์แห่งผลประโยชน์ แย่งชิงอำนาจบริหารประเทศ
เกมส์ที่ผู้บงการทั้งสองฝ่ายและครอบครัว ต่างไม่มีใครเคยได้รับบาดเจ็บแม้แผลถลอก ขณะที่ใช้สื่อครอบงำ ชี้นำ สร้างความเกลียดชัง หลอกใช้ผู้บริสุทธิ์ ออกไปตายนับร้อย เจ็บหลายพัน พิการอีกมาก เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

2. ถึงเวลาแล้วครับ ที่ประชาชนจะสั่งสอนนักแย่งชิงอำนาจบริหารเห็นแก่ได้เหล่านี้ ที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าเพื่อประชาชน ด้วยการรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มีอำนาจเหนือรัฐบาล ด้วยการให้อำนาจยุบสภา เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ผ่านการลงประชามติปีละครั้ง ว่าเห็นชอบให้รัฐบาลบริหารประเทศต่ออีก 1 ปี หรือยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ดีกว่าการล้มล้างรัฐบาลกันด้วยการชุมนุมทางการเมืองแบบอนาธิปไตยอย่างผิดกฏหมาย หรือใช้อำนาจนอกระบบเหมือนที่ผ่านมา

2.1 ลงประชามติปีละครั้ง ดีกว่าการทำรัฐประหาร หรือชุมนุมกดดันแบบอนาธิปไตยในย่านเศรษฐกิจ ที่ทำลายเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ให้ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก กันปีละหลายหนครับ
เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย บ้านเมืองลุกเป็นไฟ วายวอดหลายล้านล้านบาท ตายนับร้อย เจ็บหลายพัน
คนทั้งชาติเกลียดชังกัน
อย่ามัวแต่ประหยัดค่าลงประชามติอีกเลยครับ

2.2 การแก้กฎหมาย ให้อำนาจยุบสภาอยู่ในมือประชาชน เป็นการคานอำนาจนายกรัฐมนตรี
ป้องกันระบอบการปกครองแบบเผด็จการรัฐสภา
ป้องปรามมิให้นักการเมืองที่รวมเสียงข้างมากจนจัดตั้งรัฐบาลได้ ทำตามอำเภอใจโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ครับ

2.3 ต่อให้ต้องลงประชามติกันสิบหน เสียเวลาสิบปี ใช้งบประมาณมากก็ต้องทำ
ดีกว่าปล่อยให้เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจบริหารงบประมาณและทรัพยากรของชาติแบบอนาธิปไตย
ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เสียภาษีปีละหลายล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาครับ

3. อำนาจยุบสภาฯ ควรเป็นของประชาชน ใช้โดยประชาชน ใช้เพื่อประชาชน
เพื่อคานอำนาจบริการ อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ
นักการเมืองที่กุมอำนาจบริหาร จะถูกควบคุมการทำงานโดยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างน้อยปีละครั้ง ไม่ใช่สี่ปีครั้งแบบเดิม
ทำให้นักการเมือง ถูกบังคับให้ต้องยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น อย่างน้อย 4 เท่า ครับ

แผนเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษาเพิ่มเติม คิดไว้นานแล้ว กำลังเรียบเรียง แล้วจะทยอยโพสต์ ครับ

" ถ้าเชื่อ ก็ทำได้ทุกสิ่ง "
( You will when you believe )

โบบิ : ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยทวีคูณ

โทร : 081-538-4200

ไอดีไลน์ : masterbobi

งานอดิเรก : www.thaibetter.com

อาชีพ : www.isoptik.com